1.1 คุณสมบัติของผ้า: ผ้า

posted on 14 Feb 2009 11:29 by nnkanjana in Unit1

3)  ผ้า (Fabrics)

โดยนิยามแล้วผ้าคือวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่นแบน สามารถผลิตจากสารละลาย เส้นใย เส้นด้าย หรือวัสดุพื้นฐานเหล่านี้รวมกัน

เมื่อแบ่งแยกตามลักษณะการผลิต สามารถแบ่งประเภทของผ้าออกเป็น 3 แบบ คือ ผ้าทอ

(woven fabrics)  ผ้าถัก (knitted fabrics) และ ผ้าอื่น ๆ

http://www.couple-club.com/Fabric/Fabric.htm
 

โรงงานผลิตเสื้อสำเร็จรูปส่วนใหญ่  ควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นใย โครงสร้างการทอของผ้า  การย้อมสี  และการตกแต่งผืนผ้า  เพื่อจะได้เลือกใช้ผ้าผลิตเสื้อสำเร็จรูปได้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะคุณคุณสมบัติของเส้นใยผ้าที่ผลิตจากใยธรรมชาติจะสวมใส่เย็นสบาย  ถ่ายเทอากาศได้ดีแต่ยับง่าย ในขณะที่ใยสังเคราะห์มีให้เลือกหลายชนิด  การดูแลรักษาง่าย  แต่สวมใส่แล้วร้อน จึงได้มีการพัฒนาเส้นใยสังเคราะห์ให้มีน้ำหนักเบา ใส่แล้วเย็นสบาย  

นอกจากนี้  อัจฉราพร  ไศละสูต  และ  ชิเงรุ  วาตานาเบ (2520:105) ได้บรรยายไว้ในหนังสือวิศวกรรมสิ่งทอว่า ผ้าที่นำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปมีลักษณะโครงสร้างการผลิตที่สำคัญได้แก่

 

3.1)  ผ้าทอ (Woven fabrics)

   เป็นผ้าที่เกิดจากกระบวนการทอโดยใช้เครื่องทอ (weaving loom) โดยมีเส้นยืน (warp yarn) และเส้นพุ่ง(filling or weft yarn) ที่ทอขัดในแนวตั้งฉากกัน และจุดที่เส้นทั้งสองสอดประสานกัน (interlacing) จะเป็นจุดที่เส้นด้ายเปลี่ยนตำแหน่งจากด้านหนึ่งของผ้าไปด้านตรงข้าม การทอในปัจจุบันมีการพัฒนา จากการทอด้วยมือ (hand looms) ไปเป็นการใช้เครื่องจักรในการทอ โดยใช้เทคนิคหลากหลายรูปแบบ แตกต่างกัน เช่น Air-jet loom, Rapier loom, Water-jet loom, Projectile loom, Double-width loom

ประเภทของผ้าทอ

ผ้าทอแบ่งเป็นหลายชนิดขึ้นกับลักษณะการทอ เช่น Plain, Basket, Twill, Satin, Crepe, Dobby, Jacquard, Double cloth, Pile, Slack-tension, Leno, และ Swivel

(1)  ผืนผ้า   

1)  ผ้าทอ คือ การสอดด้ายยืนและด้ายพุ่งให้ขัดกันทำได้หลายแบบ  มีหลักการสอดขัดเบื้องต้น  แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ

1.1) ทอลายขัด (Plain weave)

http://www.rmutphysics.com/charud/transparency/index12.htm 
http://www.thaitambon.com/tambon/tsmepdesc.asp?Prod=02114113454&ID=140420&SME=02114104535 
 
1.2) ทอลายสอง (Twill weave)

 

ลายสอง  เป็นผ้าที่มีความหนา เนื่องจากลายยืนทุกซี่ของตะกอจะมี 2 เส้นใช้ตะกอ 4 ตะกอ  ด้ายพุ่งฝ้ายเส้นใหญ่ทำให้เห็นลายทะแยงชัดเจน การทอจะเหยียบยกเส้นด้านยืนที่ละ 2 เขา คนทอต้องใช้สมาธิในการทอ จึงมีคุณค่าด้านจิตใจ ผู้ทอมีความภูมิใจที่ทอผ้าลายสองเป็นผ้าห่มให้คนรัก

1.3) ทอต่วน  (Satin  weave)

 

3.2)  ผ้าถัก (Knitted fabrics)

  เป็นผ้าที่เกิดจากการใช้เข็ม (Needles) ถักเพื่อให้เกิดเป็นห่วงของด้ายที่มีการสอดขัดกัน (interlocking loops) โดยจะมีเส้นที่อยู่แนวตั้ง (Wales) และเส้นที่อยู่ในแนวนอน (courses)

 ประเภทของผ้าถัก
                    Filling-Knit fabrics เช่น Jersey, Rib structure, Interlock structure, Purl knits
                    Warp knit fabrics
เช่น tricot warp knit, Rachel warp knit, Simplex, Milanese

ผ้าอื่นๆ  เป็นผ้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตอื่นที่นอกเหนือไปจากการถักและทอ เช่น การขึ้นรูปเป็นแผ่นฟิล์มทั้งจากสารละลายและจากการฉีดพลาสติกหลอม การขึ้นรูปเป็นโฟม และการขึ้นรูปเป็นผ้าจากเส้นใยโดยตรง เรียกว่า ผ้าไม่ถักไม่ทอ (Nonwovens)

 

3.3)  ผ้าไม่ถักไม่ทอ (Nonwovens)

มีลักษณะโครงสร้างเป็นแผ่นผ้าที่เกิดจากการสานไปมาของเส้นใย (fibrous web) มีการยึดกันด้วยการ ที่เส้นใยพันกันไปมา(mechanical entanglement) หรือโดยการใช้ความร้อน เรซิน หรือสารเคมีในการทำให้ เกิดการยึดกันระหว่างเส้นใย ผ้าไม่ถักไม่ทอสามารถผลิตได้โดยหลายกระบวนการผลิตคือ

(1) Dry-laid: โดยการใช้ลมพ่นเส้นใยลงบนสายพานที่กำลังเคลื่อนตัวไป โดยการเรียงตัวของเส้นใยจะไม่มีทิศทาง (random oriented) ทำให้มีความแข็งแรงเท่ากันในทุกทิศทาง ตัวอย่างผ้าที่ได้จากการผลิตโดยกระบวนการนี้คือ ผ้าเช็ดเอนกประสงค์ กระดาษแยกช่องแบตเตอรี่ (battery separators) ไส้กรอง (filters) เป็นต้น

(2) Wet-laid: โดยการกระจายเส้นใยสั้นในน้ำ แล้วทำการกรองผ่านเพื่อแยกน้ำออกจากเส้นใย ที่มีการเรียงตัวในทุกทิศทาง ตัวอย่างผ้าที่ได้จากการผลิตโดยกระบวนการนี้คือ ไส้กรอง ไส้ฉนวน ผ้าเช็ดเอนกประสงค์ และกระดาษแยกช่องแบตเตอรี่

(3)  Spun-bonded: เป็นการเตรียมผ้าโดยตรงจากเส้นใยที่ถูกฉีดออกมาจากหัวฉีดเส้นใย (spinnerets) เส้นใยต่อเนื่อง (continuous filament) ที่กำลังร้อนก็จะถูกฉีดสานไปมาบนสายพานที่กำลังหมุนอยู่ เส้นใย ที่เย็นตัวลงจะมีการเชื่อมติดตรงจุดที่มีการพาดผ่านระหว่างเส้นใยด้วยกัน การเชื่อมติดอาจทำเพิ่มเติม โดยการใช้ความร้อนและแรงกด นอนวูฟเวนที่ได้จากการผลิตโดยวิธีนี้จะมีค่าการทนต่อแรงดึงและแรงฉีก และบาง (low bulk) ตัวอย่างการใช้งานได้แก่ พื้นพรม (carpet backing) ผ้าที่ใช้ในงานธรณี (geotextiles) เสื้อผ้าป้องกัน (protective apparel) ไส้กรอง เป็นต้น

4)  Hydro entangled หรือ spun lace: กระบวนการผลิตคล้ายกับการผลิตนอนวูฟเวนแบบ spun-bond ยกเว้นใช้น้ำแรงดันสูงฉีดผ่านโครงสร้างที่สานไปมาของเส้นใย ทำให้เกิดโครงสร้างที่มีลักษณะคล้ายผ้าทอ ผ้าที่ได้จะมีความยืดหยุ่น (elasticity) และโค้งงอ (flexibility) มากกว่า spun bond

5)  Melt-blown: เป็นการฉีดเส้นใยผ่านหัวฉีดไปยังอากาศร้อนที่มีความเร็วสูง ทำให้เส้นใยเกิดการขาด เป็นเส้นใยสั้นๆ ซึ่งจะถูกเก็บลงบนสายพานที่เคลื่อนที่ การยึดติดเกิดจากการสานไปมาของเส้นใย และการใช้ความร้อน เนื่องจากเส้นใยไม่ได้ผ่านการดึงยืดก่อน ผ้าที่ได้จะมีความแข็งแรงน้อยกว่าชนิดอื่น เส้นใยที่ใช้เทคนิคการผลิตนี้มากคือเส้นใยโอเลฟินและโพลีเอสเทอร์ (Olefin and polyester fibers) ตัวอย่างการใช้งานได้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทางการแพทย์ และกระดาษแยกช่องแบตเตอรี่ 

6)  Needle punching: เป็นการเตรียมแผ่นนอนวูฟเวนโดยเทคนิค