1.3 การดูแลรักษา

posted on 14 Feb 2009 13:18 by nnkanjana in Unit1

- ผ้าฝ้าย   เป็นผ้าที่ได้จากเส้นใยธรรมชาติจากพืช  สามารถซักด้วยสบู่หรือผงซักฟอกได้ ทนต่อแสงแดดและความร้อนได้ดี เพราะฉะนั้นในการดูแลรักษาควรรีดในขณะที่ยังชื้นอยู่ หรือพรมน้ำทิ้งไว้ รีดให้แห้งสนิท ถ้ารีดไม่แห้งสนิทเก็บไว้ในโอกาสต่อไปอาจทำให้เกิดราได้

- ผ้าลินิน   ในการดูแลรักษาผ้าลินิน ไม่ควรใช้จนกระทั่งเปื้อนมาก ทำให้ซักยาก ผ้าสีขาวควรตากแดด ถ้าต้องการฟอกขาวควรใช้สารฟอกขาวประเภทเปอร์ออกไซด์ อย่างอ่อน ไม่ควรลงแป้งเพราะใยมีลักษณะแข็งอยู่แล้ว ลงครามได้ถ้าใช้บ่อย ๆ  ผ้าที่ซักเก็บไม่ควรลงครามเพราะจะทำให้เกิดจุดด่างเหลือง  รีดผ้าลินินเมื่อยังชื้นอยู่ รีดทั้งสองด้านอย่าให้มีรอยย่น รอยพับต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ  ผ้าที่นาน ๆใช้ครั้ง  ควรม้วนกลมไม่ให้มีรอยพับ

- ผ้าไหม   ไม่ทนแสงแดดจะทำให้ผ้าไหมขาดเร็ว  ก่อนจะนำผ้าไหมไปตัดจะต้องนำไปอบไอน้ำตามร้านก่อน เพื่อจะได้ไม่หดและสีไม่ตกในภายหลังและเมื่อตัดออกมาเป็นชุดแล้วสามารถดูแลได้ง่ายขึ้น วิธีซักรีดผ้าไหมอย่าซักด้วยน้ำยาซักแห้ง หรือผงซักฟอกเพราะจะทำให้สีตก  เก่าเร็ว ให้ใช้สบู่อ่อน ๆ หรือแชมพูสระผมของเด็กผสมน้ำอุ่นตีให้เป็นฟอง นำเสื้อผ้าไหมจุ่มลง ใช้มือขยำและซักตรงที่มีรอยสกปรก เช่น ที่คอ ปลายแขน ปลายขา ปากกระเป๋า ชายกระโปรงนำขึ้นบีบให้น้ำสบู่  หรือน้ำแชมพูไหลออกแล้วนำไปซักน้ำอุ่น (น้ำเปล่า) อย่างน้อย 2 ครั้ง  หรือจนกว่าจะหมดฟองแล้ว ปูเสื่อแผ่ลงบนผ้าขนหนูผืนใหญ่ ค่อย ๆ ม้วนผ้าขนหนูตามขวางให้เป็นท่อน ไม่ต้องบิดทิ้งไว้ 5 - 10 นาที ผ้าขนหนูจะดูดซับน้ำให้แห้ง นำไปแขวนผึ่งลมพอหมาด ๆ นำไปรีด จะรีดเรียบได้ง่าย อย่าทิ้งให้แห้งสนิทจะรีดยาก

- ผ้าขนสัตว์   รอยเปื้อนสกปรกให้รีบแปรงออกโดยเร็ว  หากเปื้อนน้ำให้รีบสะบัดออก  ผ้าแห้งใช้แปรง ๆออกอีกครั้งหนึ่ง  ควรจะแปรงทุกครั้งภายหลังสวมใส่แล้ว ใช้แปรงที่มีขนนุ่มและแน่น ซึ่งนอกจากจะทำให้รอยเปื้อนหลุดออกแล้ว ยังช่วยให้เส้นใยกลับสู่สภาพเดิมอีกด้วย 

- ผ้าวิทยาศาสตร์    หรือผ้าใยสังเคราะห์ที่นิยมใช้ทั่วไป  คือ เรยอนและอาซิเตด ทั้งสองชนิดนี้มีปฏิกิริยาต่างกันเมื่อถูกความร้อน  ผ้าอีกหลายชนิดประกอบขึ้นด้วยใยทั้งสองชนิด และยังผสมกับ ไนลอน ออร์ลอน เดครอน หรือใยธรรมชาติอื่น ๆจะละลายเมื่อถูกความร้อนสูง  จึงควรบังคับความร้อนให้อยู่ในช่วง สำหรับรีดเรยอนเสมอ แต่ต้องลองรีดกับเศษผ้าก่อนทุกครั้ง

- ผ้าไนลอน    ไม่ยับและไม่ต้องการรีดมาก  ควรใช้ความร้อนต่ำเพราะไนลอนจะละลายเมื่อถูกความร้อนสูงและเหนียวติดเตา ถ้ารีดไนลอนสีขาวซ้ำไปมาบ่อย ๆ (หรือตากแดดบ่อย ๆ ก็เช่นเดียวกัน) ใช้รีดได้ทั้งเตาไอน้ำและเตาธรรมดา


1.3.1  การซักรีด         

1) การซัก    หมายถึง กระบวนการทำความสะอาดผลิตภัณฑ์สิ่งทอ  ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่การแช่  แล้วต่อด้วยการซักด้วยมือหรือซักด้วยเครื่องซักผ้า แบบใดแบบหนึ่ง โดยทั้ง 2 แบบนี้จะต้องมีน้ำผสมผงซักฟอก หรือสารละลายอื่นที่เทียบเท่าไปจนถึงการซักน้ำ

2) การซักแห้ง  หมายถึง กระบวนการทำความสะอาดผลิตภัณฑ์สิ่งทอโดยใช้ตัวทำลายซักแห้ง

3) การฟอกขาว  หมายถึง กระบวนการขจัดน้ำออกจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอโดยใช้น้ำยาฟอกขาว

4) การทำให้แห้ง  หมายถึง กระบวนการขจัดน้ำออกจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดยใช้ความร้อนจากธรรมชาติ หรือจากพลังงานความร้อนจากไฟฟ้า

5) การรีด หมายถึง กระบวนการทำผลิตภัณฑ์สิ่งทอให้เรียบ ใช้พลังงานความร้อนจากไฟฟ้า

หมายเหตุ  ผลิตภัณฑ์สิ่งทอในที่นี้หมายถึง เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม

 

1.3.2  สัญลักษณ์ของป้าย


สัญลักษณ์ทั่วไป แบ่งออกเป็น 5 ลักษณ์ คือ


(1) สัญลักษณ์แสดงการซัก (Washtub Symbol)  

 

   

ภาพที่ 1.1  สัญลักษณ์แสดงการซัก

 

 

ภาพที่ 1.2  สัญลักษณ์แสดงการซักด้วยมือหรือเครื่อง

    

 

ภาพที่ 1.3  สัญลักษณ์แสดงการซักมือเท่านั้น

 

 

ภาพที่ 1.4  สัญลักษณ์ห้ามซักแห้ง

 

 

    40°

ภาพที่ 1.5  สัญลักษณ์ซักในน้ำอุ่น 40 องศา

 

 

(2) สัญลักษณ์แสดงการซักแห้ง (Circle Symbol)


ภาพที่ 1.6  สัญลักษณ์แสดงการซักแห้ง


 

 ภาพที่ 1.7  สัญลักษณ์ห้ามซักแห้ง

                                     

    

ภาพที่ 1.8  สัญลักษณ์ซักแห้งด้วยตัวทำละลายซักแห้งทุกชนิด

 

 

ภาพที่ 1.9  สัญลักษณ์ซักแห้งด้วยตัวทำละลาย

 

 

  

ภาพที่ 1.10  สัญลักษณ์ซักแห้งด้วยน้ำยาซักแห้งที่ระบุตัวทำละลายที่กำหนด




(3) สัญลักษณ์แสดงการฟอกขาว  หรือซักด้วยน้ำยาฟอกขาว ( Triangle  Symbol)

 

ภาพที่ 1.11  สัญลักษณ์แสดงการฟอกขาว

 

 

ภาพที่ 1.12  สัญลักษณ์ซักด้วยน้ำยาฟอกขาวประเภทคลอรีน

 

 

ภาพที่ 1.13  สัญลักษณ์ห้ามฟอกขาว

 

 

(4) สัญลักษณ์แสดงการทำให้แห้ง (Square Symbol)

 

ภาพที่ 1.14  สัญลักษณ์แสดงการทำให้แห้ง

 

 

ภาพที่ 1.15  สัญลักษณ์แสดงการทำให้แห้งด้วยวิธีการตาก

 

 

ภาพที่ 1.16  สัญลักษณ์แสดงการทำให้แห้งด้วยวิธีอบ



ภาพที่ 1.17  สัญลักษณ์แสดงการห้ามตากแดด

 

ตารางการขจัดชนิดของรอยเปื้อน

 

ชนิดของรอยเปื้อน

การขจัดรอยเปื้อน

1. กรด

โดยใช้แอลกอฮอล์ผสมน้ำ  ซักให้ฤทธิ์กรดหมดไป และยังช่วยให้สีกลับเหมือนเดิมได้

2. ด่าง

โดยล้างน้ำแล้วเติมน้ำส้มเพื่อถอนฤทธิ์ด่าง ทำให้สีผ้ากลับเหมือนเดิม

3. น้ำมันปิโตรเลียม

โดยถูด้วยน้ำมันก้าสและซักออก

4. ยางมะตอย

โดยถูด้วยน้ำมันหมู ซักด้วยน้ำสบู่เย็น ๆ หรือใช้น้ำมันสน

5. เทียนไข

โดยการขูดไขออก  วางรอยเปื้อนระหว่างกระดาษซับ 2 แผ่น ใช้เตารีดอุ่นๆรีดแล้วชุบน้ำด้วยฟองน้ำเช็ดออก

6.  น้ำชา, กาแฟ, นม, โกโก้, ช็อกโกแลต, ครีม, ไอศกรีม

โดยการซับแล้วเข็ดด้วยน้ำเย็นทันที หรือแช่ในน้ำอุ่นทีมีเอนไซม์ และซัก

7.  ผลไม้ 

โดยเช็ดด้วยน้ำเย็นทันที

8. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โดยการใช้สารคลอรีน หรือเพอรอดซิเจน หรือ แช่ในน้ำเย็นและซักในน้ำสบู่อุ่น

9.  สี

โดยใช้ฟองน้ำชุบทินเนอถูสีออก แช่ในน้ำสบู่ และซัก

10. เลือด

โดยแช่ในน้ำสบู่อุ่น หรือผงซักฟอกทีมีเอมไซน์ แล้วนำไปซัก

11. รา

โดยซักด้วยสบู่ ถ้าไม่ออกใช้คลอรีน หรือเพอรอดซิเจน  ถ้ายังไม่หมดส่งร้านซักแห้ง

12. หมากฝรั่ง

ถ้าติดใหม่ ๆ ให้นำน้ำแข็งมาถูให้แข็งตัว แล้วจึงแกะออก หรือขูดหมากฝรั่งออกแช่ผ้าในน้ำยาซักแห้ง แล้วจึงซัก

13. ยาระงับกลิ่นตัว

โดยซักด้วยสบู่ใช้กับน้ำร้อน หรือใช้น้ำยาซักแห้งถูที่รอยเปื้อน

14. น้ำหมึก

โดยซักด้วยสบู่ น้ำส้ม และล้างน้ำให้สะอาดเติมแอมโมเนีย และล้างออก ฟอกสีด้วยคลอรีน แล้วจึงนำมาซัก

15. หมึกแห้ง

โดยนำกระดาษมาซับไว้ใต้รอยเปื้อน หยดน้ำยาซักแห้งที่รอยเปื้อน  และซักด้วยสบู่กับน้ำอุ่น ล้างออกด้วยน้ำเย็น

16. หมึกจากกระดาษคาร์บอน

โดยชุบแอลกอฮอล์ ถู และซักด้วยสบู่ หรือผงซักฟอกล้างน้ำสะอาดออก

17. สนิมเหล็ก

โดยการใช้น้ำส้ม น้ำมะนาว กรดซิติด กรดออดซาลิด

18. ยางมะม่วง

โดยใช้คลอรีน ไฮโดรเจนเพอรอดไซด์ และจึงซักให้สะอาด

19. ยางกล้วย

โดยเช็ดด้วยไฮโดรเจนเพอรอดไซด์ หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ น้ำมันมะกอก และจึงซักให้สะอาด

ชนิดของรอยเปื้อน

การขจัดรอยเปื้อน

20. ลิปสติก

โดยการใช้น้ำยาซักแห้งถูรอยเปื้อนแล้วจึงนำมาซักในน้ำสบู่ร้อน

21. หญ้า

โดยแช่ในน้ำสบู่ และผงซักฟอกที่มีเอนไซม์

22.  โคลนดิน

โดยปล่อยให้แห้งและใช้แปรงปัดออก แล้วนำไปซัก

23.  น้ำหอม

โดยซักในน้ำสบู่ร้อน และจึงซักออกอีกครั้ง

24.  เหงื่อ

โดยซักด้วยน้ำสบู่  ผงซักฟอกผสมกับน้ำอุ่น


 

(5) สัญลักษณ์แสดงการรีด (Iron Symbol)    



ภาพที่ 1.18  สัญลักษณ์แสดงการรีด





ภาพที่ 1.19  สัญลักษณ์แสดงการรีดที่อุณหภูมิต่ำ

 


ภาพที่ 1.20  สัญลักษณ์แสดงการรีดที่อุณหภูมิปานกลาง




 ภาพที่ 1.21  สัญลักษณ์แสดงการรีดที่อุณหภูมิสูง

 

 

ภาพที่ 1.22  สัญลักษณ์แสดงการห้ามรีด

 
 
 
----    ---- 

1.2 การเลือกผ้า

posted on 14 Feb 2009 11:52 by nnkanjana in Unit1

การเลือกผ้ามีความจำเป็นเท่า ๆ กันกับการตัดเย็บเหมือนกัน สำหรับผู้ไม่ชำนาญควรเลือกซื้อผ้าประเภท  ผ้าฝ้าย  ผ้าลินิน  หรือ ผ้าเรยอนบางอย่าง เพราะผ้าประเภทนี้ไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่างง่าย ตรงกันข้ามกับผ้าแพร และผ้าใยสังเคราะห์ เนื้อบางเบาทำให้ไม่สะดวกในการเย็บ  เมื่อจะเลือกผ้าให้เข้ากับแบบเสื้อต้องพิจารณาก่อนว่า แบบเสื้อนั้นต้องการให้มีกรอบรอบนอกอย่างไร 


1.2.1  การเลือกผ้าให้เหมาะสมกับแบบ

1. แบบที่ต้องการรูปทรงมีความกาง แข็งอยู่ตัว  เช่น  ผ้าทาฟต้า หรือต่วนเนื้อแข็ง 

2. แบบที่ต้องการรูปทรงอ่อนสลวย ใช้ผ้าชนิดบางเบา เช่น ผ้าเรยอน ผ้าเครป ผ้าชีฟอง หรือไหมเจอร์ซี 

3. แบบที่ต้องการเส้นกรอบนอกเป็นเส้นตรงธรรมดาไม่กาง  หรือไม่แนบตัวจนเกินไป เช่นผ้าฝ้าย  ผ้าลินิน

การที่จะรู้ผ้าชนิดใดมีความทิ้งตัวมากน้อยเพียงใด ให้จับมุมที่ผ้าข้างหนึ่งชูขึ้น ให้ผ้าทั้งชิ้นตกจากมุมนั้น ผ้าจะกางออกไม่เท่ากัน มากน้อยแล้วแต่ลักษณะของผ้า

 

1.2.2  ข้อควรสังเกตในการเลือกผ้า

1. ถ้าไม่แน่ใจว่ามีความชำนาญในการเย็บ ควรเลือกผ้าชนิดที่มีเนื้อปานกลาง เพราะจะช่วยให้ไม่เสียเวลาในการเย็บ 

2. ผ้าที่ทอเนื้อแน่นและไม่มีปัญหาในการรีดพิเศษ เหมาะสำหรับผู้เริ่มงานตัดเย็บ 

3. สำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญในการตัดเย็บ  ควรหลีกเลี่ยงผ้าที่มีลวดลายเป็นตา สี่เหลี่ยม

 

1.2.3   การเลือกซื้อผ้า

เกร็ดความรู้สำหรับช่างตัดเสื้อในการเลือกซื้อผ้าโดยทั่วไป ผ้าเป็นพับ ๆ ที่เห็นตามร้านผ้านั้น ๆ อาจจะแบ่งจำแนกออกตามขนาดหน้ากว้างได้ 2 ประเภท

(1)  ผ้าหน้าแคบ หรือ หน้าธรรมดา โดยทั่วไปจะมีหน้ากว้างประมาณ 36 – 44 นิ้ว

(2) ผ้าหน้ากว้างโดยทั่วไปจะมีหน้ากว้าง 60 นิ้ว


เมื่อเลือกซื้อผ้าต้องคิดถึงชุดที่จะตัด ไม่เพียงแต่ด้านความยาวเท่านั้น การเลือกผ้าหน้ากว้างหรือแคบเหมาะสมกับชุดจะช่วยให้เป็นการประหยัดผ้า

 

ตารางขนาดผ้าที่จะใช้ตัดชุดต่าง ๆ

 

ความต้องการ

ผ้าหน้าแคบ 36 - 44 นิ้ว

(จำนวนที่ใช้)

ผ้าหน้ากว้าง 60 นิ้ว

(จำนวนที่ใช้)

เสื้อเชิ้ตแขนสั้น 

เสื้อเชิ้ตแขนยาว

กระโปรงธรรมดา (ไม่มีจีบ)

กระโปรงจีบรอบตัว

กางเกงขายาว

1.75 เมตร

2.00 เมตร

1.50 เมตร

2.25 เมตร

2.50 เมตร

1.25 เมตร

1.75 เมตร

      0.75 - 1 เมตร

1.75 เมตร

1.25 เมตร


----    ----

 


 

4)  การวิเคราะห์ชนิดของเส้นใยที่ใช้ทอผ้า

ผ้าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

(1)  ผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ  ได้แก่  ผ้าฝ้าย  ผ้าป่าน  ผ้าลินิน  ผ้าไหม  ผ้าขนสัตว์ต่าง ๆ

(2)  ผ้าที่ทอจากเส้นใยสังเคราะห์  ได้แก่  ผ้าไนลอน  ผ้าอะไครลิก  ผ้าเรยอน  ผ้าโพลีเอสเตอร์

การวิเคราะห์ชนิดเส้นใย  เป็นกระบวนการที่ทำให้เราสามารถทราบได้ว่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอ หรือตัวอย่างวัสดุสิ่งทอนั้นผลิตจากเส้นใยชนิดใด

 

การวิเคราะห์ชนิดเส้นใย

การเตรียมตัวอย่าง  โดยทั่ว ๆไป ไม่ต้องมีการเตรียมเส้นใจก่อนทดสอบ แต่ถ้าปรากฏว่ามีแป้ง ไขมัน หรือสารอื่น ๆ เคลือบอยู่ ซึ่งอาจมีผลต่อการวิเคราะห์ต้องกำจัดออกโดยการต้มในน้ำเดือด ถ้ายังไม่สามารถกำจัดได้ให้กำจัดออกโดยการต้มในกรดเกลือ 0.1 N ต้มประมาณ 15 นาที แล้วล้างน้ำ ทำให้เป็นกลาง  ก่อนการวิเคราะห์ตัวอย่างควรอยู่ในสภาพที่แห้ง

วิธีการเผาไหม้ (Burning Method)  

จับผ้าโดยให้มุมผ้ายื่นเข้าหาเปลวไฟ  คอยสังเกตปฏิกิริยาการเผาไหม้ และสีเปลวไฟ 

มุมผ้าไหม้ไฟแล้วเอาออกจากเปลวไฟ  คอยสังเกตปฏิกิริยาของผ้าที่ไหม้ และควัน 

ใช้มือพัดโบกให้กลิ่นโชยเข้าจมูก เพื่อดมกลิ่นไหม้ คอยสังเกตลักษณะเถ้า และสีเถ้า 


        ข้อควรระวัง: อย่าสูดดมควันเข้าจมูกโดยตรง

 

การเตรียมชิ้นผ้า

  • ตัดผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า  กว้าง 2 นิ้ว  ยาว 4 นิ้ว
  • ข้อจำกัดของวิธีการเผาไหม้
- ผลที่ได้มีข้อจำกัด คือ จะสามารถวิเคราะห์ได้เพียงว่า ตัวอย่างเป็นเส้นใยกลุ่มไหน เช่น เป็นเส้นใยจากพืช จากสัตว์  หรือเส้นใยประดิษฐ์ ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ละเอียด ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ใช้ควบคู่กับวิธีอื่น ๆเพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น
- เส้นใยผสม สารเคมีที่ใช้ตกแต่ง สีย้อมที่ใช้ ทำให้คุณคุณสมบัติการเผาไฟ กลิ่น และเถ้าเปลี่ยนไปได้

 

ตารางทดสอบการเผาไหม้

ชนิดเส้นใย

ปฏิกิริยา

ลักษณะการลุกไหม้

กลิ่น

ลักษณะเถ้า

เส้นใยโปรตีน

ขนสัตว์

อ่อนตัวและหดตัวหนีไฟ

ลุกไหม้ช้าและมีบางส่วนละลายเมื่อนำออกจากไฟ การลุกไหม้ช้ามาก บางที่ก็ดับไป

ผมไหม้ไฟและมีกลิ่นกำมะถัน

เถ้าสีดำ

นุ่มและฟู 

เปราะแตกง่าย

ไหม

อ่อนตัวและหดตัวหนีไฟ

ลุกไหม้ช้าและมีบางส่วนละลายเมื่อนำออกจากไฟ การลุกไหม้ช้ามาก บางที่ก็ตับไป

ผมไหม้ไฟและมีกลิ่นกำมะถัน

เถ้าสีดำ

นุ่มและฟู

เส้นใยเซลลูโลส

ฝ้าย

ไม่อ่อนตัว และไม่หดตัว หนีไฟ

ลุกไหม้เร็วโดยไม่ละลายเมื่อออกจากไฟยังคงลุกไหม้ต่อไป และปรากฏเป็นเกสรแดงที่ขอบชิ้นผ้า

กระดาษ

ไหม้ไฟ

เถ้าสีดำเบา

เรยอง

ไม่อ่อนตัวและไม่หดตัวหนีไฟ

ลุกไหม้เร็วโดยไม่ละลายเมื่อออกจากไฟยังคงลุกไหม้ต่อไปและปรากฏเป็นเกสรแดงที่ขอบตัวอย่าง

กระดาษ

ไหม้ไฟ

เถ้าสีดำเบา

ชนิดเส้นใยสังเคราะห์

อะซิเตท

อ่อนตัว 

หนีไฟ

ลุกไหม้และหลอมละลายเมื่อนำออกจากไฟ ยังคงลุกไหม้และหลอมละลาย

กระดาษ

ไหม้ไฟ ปนกลิ่นน้ำส้ม

เถ้าเป็นก้อนสีดำ ไม่เรียบเปราะ

อะครีลิก

อ่อนตัว

หนีไฟ

ลุกไหม้และหลอมละลายเมื่อนำออก  จากไฟยังคงลุกไหม้และหลอมละลาย

สารเคมี

เถ้าแข็งสีดำรูปร่างเป็นเม็ด ไม่เรียบ

มอด

อะครีลิก

อ่อนตัว

หนีไฟ

ลุกไหม้ช้าและหลอมละลายเมื่อออกจากไฟการลุกไหม้จะหยุด

สารเคมี

เถ้าเป็นก้อนแข็งสีดำ เป็นเม็ด

ไม่สม่ำเสมอ

ไนลอน

อ่อนตัวและหดตัวหนีไฟ

ลุกไหม้ช้าและหลอมละลายเมื่อนำออกจากไฟมักจะดับ

สารเคมี

เถ้าเป็นเม็ดแข็งกลมสีเทา

โอลีฟิน

อ่อนตัวและหดตัวหนีไฟ

ลุกไหม้และหลอมละลายเมื่อนำออกจากไฟยังคงลุกไหม้และหลอมละลาย

สารเคมี

เถ้าเป็นเม็ดแข็งกลมสีดำ

โพลี

เอสเตอร์

อ่อนตัวและหดตัวหนีไฟ

ลุกไหม้ช้าและหลอมละลายเมื่อนำออกจากไฟมักจะดับ

สารเคมี

เถ้าเป็นเม็ดแข็งกลมสีดำ

 

----    ----